By clicking “Accept All Cookies”, you agree to the storing of cookies on your device to enhance site navigation, analyze site usage, and assist in our marketing efforts.
Cookies Settings
บ้านปูฯ รายงานผลประกอบการไตรมาสแรก

บ้านปูฯ รายงานผลประกอบการไตรมาสแรก

• กำไรดีจากการดำเนินงานของธุรกิจถ่านหินและไฟฟ้า
• เดินหน้าขยายการลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา
• ขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจกลางน้ำให้แข็งแกร่ง เสริมจุดแข็งด้านการเจาะตลาดธุรกิจถ่านหิน
• มองหาโอกาสในการเติบโตเพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้บุกเบิกด้านพลังงานชั้นแนวหน้าของเอเชีย ดำเนินธุรกิจถ่านหิน ธุรกิจไฟฟ้า และพลังงานที่เกี่ยวเนื่องอย่างครบวงจร รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2560 ของกลุ่มบริษัท ด้วยผลการดำเนินงานที่เติบโตเป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีรายได้จากการขายรวม 633 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 22,225 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 81 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,845 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญร้อยละ 93 จากปีก่อนหน้าและเท่ากับไตรมาสก่อนหน้า เป็นจำนวน 216 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7,586 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 40.86 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,435 ล้านบาท) ฟื้นตัวจากขาดทุนสุทธิ 5.15 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 181 ล้านบาท) ในปีก่อนหน้า บ้านปูฯ เดินหน้าขยายการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมมุ่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจกลางน้ำด้านการซื้อขายถ่านหิน (Coal trading) ให้แข็งแกร่งเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน ตลอดจนมองหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายในทุกส่วนธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากสภาวะตลาดถ่านหินที่กระเตื้องขึ้นในช่วงปลายปีก่อนหน้า โดยเห็นได้จากราคาขายถ่านหินเฉลี่ยปรับสูงขึ้นที่ช่วยหนุนรายได้จากการขายซึ่งได้รับผลกระทบจากปริมาณขายถ่านหินที่ลดลงตามฤดูกาลในประเทศอินโดนีเซีย และจากการย้ายเครื่องจักร Longwall ที่เหมืองในประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้เพิ่มเติมจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติจากการลงทุนในแหล่งที่สอง (NEPA หรือ Northeast Pensylvania) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งความสามารถในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของบ้านปู เพาเวอร์ฯ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานอย่างราบรื่นของโรงไฟฟ้าหงสาทั้ง 3 หน่วย” ในไตรมาส 1/2560 รายได้จากการขายรวม 633 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 22,225 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 81 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,845 ล้านบาท) หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ทั้งนี้ เป็นผลจากราคาถ่านหินในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยรายได้จากการขายรวมนี้แบ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายถ่านหินจำนวน 566 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 19,878 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 89 ของรายได้จากการขายรวม รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ และอื่นๆ จำนวน 60 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,107 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9 ของรายได้จากการขายรวม และรายได้จากธุรกิจก๊าซธรรมชาติของทั้งสองแหล่งในรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 246 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1 ของรายได้จากการขายรวม บ้านปูฯ มีปริมาณการขายถ่านหินในไตรมาสแรกรวมทั้งหมด 8.58 ล้านตัน ลดลง 1.72 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของปริมาณการขายของเหมืองประเทศออสเตรเลีย 0.23 ล้านตัน และเหมืองในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย 1.49 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจถ่านหินมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จำนวน 171.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6,019.6 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 166 จากปีก่อนหน้าและร้อยละ 2 จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากราคาถ่านหินในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน โดยราคาขายถ่านหินเฉลี่ยของไตรมาสนี้ เท่ากับ 65.86 เหรียญสหรัฐต่อตัน เปรียบเทียบกับราคาขายถ่านหินเฉลี่ยในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เท่ากับ 48.29 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 36

สำหรับธุรกิจก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 5.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 200 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมา 2.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 95 ล้านบาท) หรือคิดเป็นร้อยละ 90 ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนเพิ่มเติมในก๊าซธรรมชาติแหล่งที่สอง (NEPA หรือ Northeast Pennsylvania) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

และเมื่อเร็วๆ นี้ บ้านปูฯ เดินหน้าลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติในบริเวณเดิมเพิ่มเติมอีกสองแหล่งเป็นจำนวนเงิน 32 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,124 ล้านบาท) และจะสามารถรับรู้รายได้จากการลงทุนครั้งนี้ในไตรมาส 2/2017 ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีส่วนแบ่งรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้ 2,011 เมกะวัตต์เทียบเท่า เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาที่สามารถผลิตได้ที่ 1,930 เมกะวัตต์เทียบเท่าเป็นผลจากการขยายธุรกิจไฟฟ้าให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ของธุรกิจไฟฟ้าปรับลดลงร้อยละ 19 จากปีก่อนหน้าและร้อยละ 15 จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากต้นทุนราคาถ่านหินที่ปรับสูงขึ้นในสาธารณรัฐประชาชนจีน นางสมฤดี กล่าวเสริมถึงกลยุทธ์สำคัญในการดำเนินงานปี 2560 “บ้านปูฯ ยังคงดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนตามแผนที่วางไว้ โดยหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญในปีนี้ คือ การมุ่งเดินหน้าพัฒนาการบริหารและจัดการธุรกิจกลางน้ำด้านการซื้อขายถ่านหิน (Coal trading) เพื่อจัดหาคุณภาพถ่านหินตามความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น บ้านปูฯ มองว่าการตอบสนองความต้องการดังกล่าว นอกจากจะเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าแล้ว ยังเป็นโอกาสอันดีที่บริษัทฯ จะใช้ประโยชน์จากการบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างผลกำไรและผลตอบแทนทางธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะตลาดถ่านหินที่มีการแข่งขันสูงและมีพลังงานทางเลือกอื่นมากขึ้น”

สำหรับการเดินหน้าพัฒนาธุรกิจกลางน้ำด้านการซื้อขายถ่านหินนั้น แม้บ้านปูฯ ตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของคู่แข่งในตลาดการซื้อขายถ่านหิน (Third-party coal purchase) บริษัทฯ มุ่งมองหาแนวทางในการเปลี่ยนคู่แข่งให้กลายมาเป็นคู่ค้าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมทางธุรกิจในการขยายตลาดและพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต
“บ้านปูฯ มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมให้บริษัทฯ เป็นผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรในระดับภูมิภาค สำหรับธุรกิจต้นน้ำ บ้านปูฯ จะยังคงไว้ซึ่งการบริหารมูลค่าเหมืองถ่านหินที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพด้านการผลิตสูงสุดและดำเนินมาตรการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม พร้อมเสาะหาโอกาสการสร้างความเติบโตใหม่ๆ โดยเน้นกลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ในส่วนธุรกิจกลางน้ำ บริษัทฯ มุ่งเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการธุรกิจด้านการซื้อขายถ่านหิน (Coal trading) เพื่อสร้างผลกำไรและผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจปลายน้ำในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในการใช้เชื้อเพลิงและปล่อยมลภาวะต่ำ (High Efficiency Low Emissions: HELE) มาใช้ในการดำเนินงานของทุกโครงการใหม่ในอนาคต โดยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2568 เพื่อสร้างความยั่งยืนทางพลังงานอย่างครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก” นางสมฤดี กล่าวปิดท้าย

ในไตรมาสนี้บริษัทฯ บันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 24 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 843 ล้านบาท) เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ มีผลกระทบต่อการแปลงมูลค่าทางบัญชีของเงินกู้ที่อยู่ในรูปสกุลบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิที่ยังไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 65 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,283 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 596 จากปีก่อนหน้าและร้อยละ 87 จากไตรมาสก่อนหน้าจากผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของธุรกิจถ่านหิน

*หมายเหตุ: คำนวณโดยอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนที่ USD 1: THB 35.12

© 2021 บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) | Banpu Public Company Limited. All rights reserved.