By clicking “Accept All Cookies”, you agree to the storing of cookies on your device to enhance site navigation, analyze site usage, and assist in our marketing efforts.
Cookies Settings
บ้านปูฯ รายงานผลกำไรสุทธิจำนวน 3.8 พันล้านบาทในไตรมาส 2/ 2553

บ้านปูฯ รายงานผลกำไรสุทธิจำนวน 3.8 พันล้านบาทในไตรมาส 2/ 2553

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2 ปี 2553 มีกำไรสุทธิจำนวน 3,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จากไตรมาส 1 ของปีนี้ ทั้งนี้เป็นผลจากราคาขายเฉลี่ยถ่านหินที่ปรับตัวดีขึ้น ยืนยันปริมาณขายถ่านหินของบริษัทฯ ในปีนี้จะยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 23 ล้านตัน

นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กำไรสุทธิ จำนวน 3,795 ล้านบาทของไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลงร้อยละ 5 หากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากธุรกิจถ่านหินมีส่วนสำคัญต่อผลประกอบการในไตรมาส 2 ที่ปรับตัวสูงขึ้นในขณะที่ผลประกอบการของธุรกิจไฟฟ้าค่อนข้างทรงตัว ทั้งนี้ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวมจำนวน 14,840 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจถ่านหินจำนวน 13,655 ล้านบาท (คิดเป็นร้อย 92 ของยอดขายรวม) ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาส 1/53 และปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 15 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้า และไอน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 3 แห่งในประเทศจีน จำนวน 1,081 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8 ของรายได้จากการขายรวม

“ราคาขายถ่านหินเฉลี่ยของบริษัทฯ ในไตรมาส 2 ที่ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ17 จากไตรมาส 1 มาอยู่ที่ 77.77 เหรียญสหรัฐต่อตันนั้น ช่วยให้รายได้จากธุรกิจถ่านหินทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าถึงแม้ปริมาณขายถ่านหินในไตรมาส 2 จะลดลงร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยชดเชยราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนในการผลิตถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ราคาขายถ่านหินเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นได้รับผลดีจากสภาวะราคาขายถ่านหินในตลาดส่งออกที่ทรงตัวอยู่ในระดับที่ดี ประกอบกับบริษัทฯ มีการส่งมอบถ่านหินที่มีคุณภาพเฉลี่ยที่สูงขึ้นด้วย” นายชนินท์ กล่าว

นายชนินท์ กล่าวอีกว่า ปริมาณขายถ่านหินในไตรมาส 2 จำนวน 5.36 ล้านตันซึ่งปรับตัวลดลงร้อยละ 13 จากไตรมาสก่อนหน้านั้น เป็นการปรับลดลงตามฤดูกาลเนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนในบริเวณเกาะกาลิมันตัน ของอินโดนีเซีย นอกจากนี้ปริมาณขายถ่านหินในไตรมาส 2 ที่ผ่านมายังได้รับผลกระทบจากการหยุดการผลิตที่เหมืองโจ-ร่ง ตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยเมื่อเร็วๆนี้ เหมืองโจ-ร่งได้รับการต่อใบอนุญาตในการใช้พื้นที่การทำเหมืองจากกระทรวงป่าไม้แล้ว และคาดว่าจะสามารถดำเนินการผลิตถ่านหินได้ตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป โดยคาดว่าปริมาณขายถ่านหินจากอินโดนีเซียในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 23 ล้านตัน

ส่วนธุรกิจถ่านหินในประเทศจีนซึ่งบ้านปูฯ รับรู้กำไรตามสัดส่วนการถือหุ้นนั้น มีปริมาณขายถ่านหินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้ถ่านหินในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูงประกอบกับเหมืองต้าหนิงได้มีการจำหน่ายถ่านหินเพิ่มขึ้นจากสินค้าคงเหลือ ส่งผลให้มีการบันทึกผลกำไรจากธุรกิจถ่านหินในจีนจำนวน 1,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 จากไตรมาส 1/53 แต่ปรับลดลงร้อยละ 15 จากงวดเดียวกันในปี 2552 อย่างไรก็ตามเหมืองต้าหนิงได้ปรับแผนการผลิตถ่านหินในปีนี้ลงร้อยละ 10 จากแผนเดิมที่คาดไว้ที่ 4 ล้านตัน เหลือ 3.6 ล้านตัน หลังจากที่มีความล่าช้าในการต่อใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และจะส่งผลให้กำไรสุทธิของเหมืองต้าหนิงลดลง ซึ่งหากการได้รับใบอนุญาตล่าช้าต่อไปอีก จะส่งผลให้กำไรของเหมืองต้าหนิงลดลงประมาณ 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน

สำหรับผลการดำเนินงานธุรกิจไฟฟ้า นั้น โรงไฟฟ้าบีแอลซีพียังดำเนินงานอย่างราบรื่น โดยบริษัทฯ รับรู้กำไรจากโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีจำนวน 807 ล้านบาท (รวมขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 4 ล้านบาท) ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้บันทึกกำไรสุทธิจากบริษัท BPIC ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ที่ดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 3 แห่งในประเทศจีน จำนวน 45 ล้านบาท ซึ่งอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าจากต้นทุนถ่านหินที่สูงขึ้น

บ้านปูฯ เป็นหนึ่งในบริษัทพลังงานแห่งเอเชียที่มีความฉับไว ดำเนินธุรกิจหลักทางด้านถ่านหินและไฟฟ้าโดยมีฐานธุรกิจอยู่ใน 3 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย และจีน โดยฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 เมื่อเปรียบเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 มีสินทรัพย์รวมจำนวน 108,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,377 ล้านบาท มีหนี้สินรวมจำนวนทั้งสิ้น 50,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,671 ล้านบาท หรือร้อยละ 10 สำหรับอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนของบริษัทฯ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 เท่ากับ 0.37 เท่า เทียบกับ 0.16 เท่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ส่วนกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานของบริษัทฯ ประจำไตรมาส 2/2553 เท่ากับ 13.96 บาทต่อหุ้น ลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับ 14.65 บาทต่อหุ้นของงวดเดียวกันในปีที่ผ่านมา

© 2021 บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) | Banpu Public Company Limited. All rights reserved.