เทคโนโลยีดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์จากคาร์บอน หรือ CCUS กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับตัวของภาคพลังงานทั่วโลกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน การเข้าถึงแหล่ง พลังงานสะอาด ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และการใช้ พลังงานทางเลือก ต่างๆ ถือเป็นรากฐานหลักในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ในภาคอุตสาหกรรมหนักบางประเภท ยังมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นเหตุผลสำคัญให้เทคโนโลยี CCUS เข้ามามีบทบาทในการจัดการคาร์บอนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
CCUS (Carbon Capture, Utilization and Storage) คืออะไร
CCUS คือนวัตกรรมทางวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้า ก่อนที่ก๊าซเหล่านั้นจะหลุดรอดออกสู่บรรยากาศ เมื่อทำการดักจับเรียบร้อยแล้ว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกนำไปผ่านกระบวนการปรับสภาพเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อในภาคอุตสาหกรรมอื่น หรือถูกนำไปกักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินระดับลึกอย่างปลอดภัยและถาวร
การทำงานของ CCUS ช่วยให้กระบวนการผลิตพลังงานรูปแบบเดิมสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมสำคัญในระบบเทคโนโลยีการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ระบบพลังงานที่คาร์บอนต่ำในอนาคต
หลักการดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์จากคาร์บอน
กระบวนการทำงานของ CCUS แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลักอย่างชัดเจน
การดักจับ (Capture)
เป็นการแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากก๊าซอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการเผาไหม้หรือกระบวนการทางเคมี โดยใช้วิธีการทางเคมีหรือกายภาพ เช่น การใช้สารละลายเอมีน (Amine) หรือเทคโนโลยีเมมเบรนในการกรองแยก
การใช้ประโยชน์ (Utilization)
คาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับได้จะถูกนำไปแปรรูปเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง พลาสติก หรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งช่วยเปลี่ยนคาร์บอนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ
การกักเก็บ (Storage)
ในกรณีที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ คาร์บอนไดออกไซด์จะถูกอัดอัดและขนส่งผ่านระบบท่อหรือยานพาหนะ เพื่อนำไปอัดกักเก็บไว้ใต้ดินในชั้นหินกักเก็บที่ความลึกหลายพันเมตร เพื่อป้องกันการหลุดรอดออกมาสู่บรรยากาศอย่างถาวร
บทบาทของ CCUS ต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน
ภาคพลังงานและการผลิตเชิงอุตสาหกรรมเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการความมั่นคงและเสถียรภาพสูง แม้ว่าปัจจุบันการพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่บางอุตสาหกรรมหนักยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต การนำเทคโนโลยี CCUS ที่ช่วยดักจับและกักเก็บคาร์บอนทำให้ผลผลิตจากอุตสาหกรรมสะอาดมากขึ้น นอกจากนี้ การประยุกต์เทคโนโลยี CCUS ร่วมกับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพหรือไฮโดรเจน ยังสามารถสร้างกระบวนการผลิตที่มีระดับคาร์บอนเป็นลบ (Negative Emissions) ได้อีกด้วย ซึ่งช่วยสนับสนุนการผสมผสานการใช้ พลังงานทางเลือก ให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
การเชื่อมโยง CCUS กับตลาดคาร์บอนเครดิต
โครงการ CCUS ที่มีการวัดผล คำนวณ และตรวจสอบปริมาณการกักเก็บคาร์บอนตามมาตรฐานสากล สามารถนำปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับหรือกักเก็บได้มาแปลงเป็นคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมให้กับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการ CCUS จัดอยู่ในกลุ่มคาร์บอนเครดิตประเภทดักจับด้วยเทคโนโลยีวิศวกรรม (Engineered Carbon Removal) ซึ่งแตกต่างจากคาร์บอนเครดิตแบบธรรมชาติ (Nature-based Removal) เช่น การปลูกป่า ซึ่งทางบ้านปูอาศัยเทคโนโลยีในการดักจับและกักเก็บคาร์บอนด้วย เทคนิควิศวกรรมนี้โดยตรง จึงทำให้วัดผลและตรวจสอบปริมาณได้แม่นยำ ภาคธุรกิจสามารถนำคาร์บอนเครดิตนี้ไปซื้อขายในตลาดเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (Carbon Offset) ช่วยสร้างรายได้ทางตรงและลดต้นทุนการดำเนินงานแก่ผู้พัฒนาโครงการพลังงาน
บ้านปูดำเนินโครงการ CCUS ผ่านกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) ปัจจุบันมีโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วถึง 3 โครงการ ได้แก่ Barnett Zero ที่กักเก็บคาร์บอนสะสมแล้วกว่า 375,800 ตัน รวมถึง Cotton Cove และ Eagle Ford ที่เพิ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตราการฉีดกักเก็บคาร์บอนรวมให้ถึง 1.5 ล้านตันต่อปีในปี 2571 สะท้อนว่า CCUS ไม่ใช่แค่แนวคิดเชิงทฤษฎี แต่เป็นเทคโนโลยีที่บ้านปูลงมือปฏิบัติจริงและขยายสเกลอย่างต่อเนื่อง

สรุป
CCUS เป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ระดับสากล ร่วมกับการพัฒนาระบบ พลังงานสะอาด ได้แก่ พลังงานหมุนเวียนรูปแบบต่างๆ การดักจับ กักเก็บ และการนำคาร์บอนไปใช้ประโยชน์ ช่วยปิดช่องว่างทางเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก ทำให้ระบบพลังงานและภาคอุตสาหกรรมสามารถเติบโตไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลและยั่งยืน
บ้านปู คือ ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ดำเนินธุรกิจหลัก 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ U.S. Closed-Loop Gas (ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ) Next-Gen Mining (เหมืองยุคใหม่) Power+ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) Future Tech (เทคโนโลยีแห่งอนาคต) ในประเทศไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยมุ่งขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลก ผ่านการสร้างสรรค์โซลูชันพลังงานที่มั่นคงและรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่อนาคตที่ดียิ่งกว่าเดิม
ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับพลังงานและความยั่งยืนได้ที่นี่ และทางเพจเฟซบุ๊ก Banpu
คำถามที่พบบ่อย
เทคโนโลยี CCUS มีความปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อมใต้ดินหรือไม่?
- กระบวนการกักเก็บคาร์บอนใต้ดินมีการสำรวจทางธรณีวิทยาอย่างละเอียด และดำเนินการภายใต้มาตรฐานวิศวกรรมที่เข้มงวด โดยเลือกพื้นที่ชั้นหินที่มีโครงสร้างปิดกั้นทางธรรมชาติที่ความลึกมากพอ พร้อมระบบติดตามวัดผลอย่างต่อเนื่อง จึงมีความปลอดภัยและมีความเสถียรสูง
CCUS แตกต่างจากการปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอนอย่างไร?
- การปลูกป่าเป็นการดูดซับคาร์บอนด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่และใช้เวลาในการเติบโต ส่วน CCUS เป็นเทคโนโลยีทางวิศวกรรมที่สามารถดักจับคาร์บอนได้ในปริมาณมากโดยตรงจากแหล่งกำเนิดอุตสาหกรรม ใช้พื้นที่น้อยกว่า และสามารถกักเก็บได้อย่างทันที
คาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับมาได้สามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
- สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น นำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ สารเคมี และนำไปผสมในกระบวนการผลิตคอนกรีตเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงของวัสดุ
References
- International Energy Agency (IEA) – Carbon Capture, Utilisation and Storage https://www.iea.org/energy-system/carbon-capture-utilisation-and-storage
- Global CCS Institute – About CCS: https://www.globalccsinstitute.com/
- Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) – Carbon Dioxide Capture and Storage: https://www.ipcc.ch/report/srccs/
- BKV — Q2 2026 CCUS Operational Results https://ir.bkv.com/news-events/latest-news/detail/233/bkv-corporation-reports-second-quarter-2026-financial-and-operational-results-and-updated-2026-guidance

