การปรับตัวของภาคธุรกิจเข้าสู่ระบบพลังงานสะอาดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนหนึ่งมาจากทิศทางนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะแผนงานของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่ได้กำหนดทิศทางโครงสร้างพลังงานสะอาดในปี 2568 เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานที่ลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมต้นทุนคงที่ได้ดีขึ้นท่ามกลางความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก นอกจากนี้การใช้พลังงานสะอาดตามแนวทางของ กกพ. ยังช่วยเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff) ซึ่งเป็นระบบที่ให้ธุรกิจสามารถซื้อไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับการรับรองได้โดยตรง
โซลาร์รูฟท็อปสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและ SME (ร้านอาหาร คาเฟ่ ออฟฟิศ)
สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กหรือ SME การลดค่าใช้จ่ายรายเดือนถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ พื้นที่หลังคาของร้านอาหาร คาเฟ่ หรืออาคารสำนักงานขนาดเล็ก สามารถเปลี่ยนเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ทรงพลังได้ โดยหัวใจสำคัญคือการลดค่าไฟฟ้าในช่วงกลางวันซึ่งเป็นเวลาที่มีการใช้งานเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าสูงที่สุด การติดตั้งระบบนี้ช่วยให้ SME สามารถคืนทุนได้รวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี และเมื่อผ่านจุดคืนทุนไปแล้ว ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะกลายเป็นกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจทันที นอกจากการลดรายจ่ายแล้ว การติดตั้งโซลาร์เซลล์ยังเป็นส่วนหนึ่งของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการพลังงานภายในร้าน ทำให้เจ้าของกิจการสามารถตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
โซลาร์เซลล์สำหรับธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ (โรงแรม โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า)
ธุรกิจที่มีขนาดพื้นที่และปริมาณการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เช่น โรงแรม หรือโรงพยาบาล จำเป็นต้องมีระบบจัดการพลังงานแบบผสมผสานที่มีความเสถียรสูง เนื่องจากมีการใช้พลังงานต่อเนื่องยาวนาน การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวันจะช่วยตัดยอดการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Period) ได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งที่น่าสนใจคือผลพลอยได้ในด้านภาพลักษณ์แบรนด์ ธุรกิจที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อโลกมักจะได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคและนักลงทุนมากกว่าเดิม การก้าวสู่การเป็นธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือในเวทีระดับสากล และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมตัวเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืนที่องค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ
พลังงานแสงอาทิตย์ระดับอุตสาหกรรมและโรงงาน (Commercial & Industrial – C&I)
ในภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล ระบบพลังงานแสงอาทิตย์คือคำตอบของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่เห็นผลชัดเจนที่สุด โรงงานอุตสาหกรรมสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่หลังคาโรงงานที่กว้างขวางเพื่อติดตั้งระบบขนาดใหญ่ นอกจากนี้ภาครัฐยังให้การสนับสนุนการลงทุนในระบบพลังงานสะอาดผ่าน BOI โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับ การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ซึ่งได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี สำหรับ 50% ของเงินลงทุน (เป็นไปตามเงื่อนไข BOI ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ www.boi.go.th) นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่านโยบายภาครัฐกำลังสนับสนุนให้ภาคธุรกิจลงทุนในเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานควบคู่ไปกับระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ โรงงานอุตสาหกรรมยังสามารถนำปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังงานสะอาด ไปขอรับรองเป็นคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการ T-VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อนำไปใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซในองค์กรหรือนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนได้ในอนาคต
บ้านปูขับเคลื่อนธุรกิจโซลาร์เซลล์เชิงพาณิชย์ผ่านกลุ่มธุรกิจ Future Tech ซึ่งครอบคลุมทั้ง Rooftop Solar และ Floating Solar สำหรับภาคอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรม โดยล่าสุดได้ร่วมพัฒนาโครงการ Rooftop Solar กำลังผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ในนิคมอุตสาหกรรม Amata ในเวียดนาม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมในภูมิภาค

รูปแบบการลงทุน Solar Power (EPC vs. PPA) แบบไหนเหมาะกับธุรกิจคุณ?
การเริ่มต้นใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ทำได้สองรูปแบบหลักตามความพร้อมทางการเงินของแต่ละบริษัท รูปแบบแรกคือ EPC ซึ่งเป็นการลงทุนโดยองค์กรเองทั้งหมด ข้อดีคือบริษัทจะเป็นเจ้าของระบบและได้รับประโยชน์จากการประหยัดค่าไฟทั้งหมด เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีกระแสเงินสดหมุนเวียนคล่องตัวและต้องการผลตอบแทนระยะยาวสูงสุด ส่วนรูปแบบที่สองคือ PPA หรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากผู้ให้บริการติดตั้ง ซึ่งธุรกิจไม่ต้องควักเงินลงทุนเริ่มแรกแม้แต่บาทเดียว แต่จะจ่ายค่าไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบในราคาที่ถูกกว่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าปกติแทน รูปแบบนี้เหมาะสำหรับบริษัทที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายทันทีโดยไม่ต้องการบริหารจัดการระบบเองและต้องการรักษาสภาพคล่องทางการเงินไว้ใช้ในส่วนอื่น
สรุป
ความคุ้มค่าของการเปลี่ยนมาใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ไม่ได้วัดกันเพียงแค่ตัวเลขค่าไฟที่ลดลงในแต่ละเดือนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวและการสร้างรากฐานสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นทิศทางที่ประเทศไทยและโลกกำลังมุ่งไป การวางแผนติดตั้งระบบตั้งแต่วันนี้เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง มีความเสี่ยงต่ำ และยังช่วยยกระดับมาตรฐานองค์กรให้ก้าวทันข้อกำหนดสากล การใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและสง่างามท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก
บ้านปูพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านนี้ผ่านกลุ่มธุรกิจ Future Tech ที่ลงทุนใน Rooftop Solar สำหรับภาคอุตสาหกรรม และระบบกักเก็บพลังงาน BESS เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดไม่ใช่แค่ทิศทางของนโยบาย แต่คือการลงมือทำจริงในระดับองค์กร

คำถามที่พบบ่อย
การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์มีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยอยู่ที่กี่ปี?
- สำหรับธุรกิจทั่วไป ระยะเวลาคืนทุนมักจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 ปี ขึ้นอยู่กับขนาดของระบบ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน โดยที่แผงโซลาร์เซลล์จะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25-30 ปี
ธุรกิจขนาดเล็กจะเริ่มดำเนินการอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด?
- ควรเริ่มต้นจากการประเมินพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าภายในองค์กร หากมีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันสูง การติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปจะมีความคุ้มค่ามากที่สุด โดยสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อออกแบบระบบให้เหมาะสมกับพื้นที่หลังคาและความต้องการใช้งานจริงเพื่อลดการสูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็น
คาร์บอนเครดิตจากโครงการโซลาร์เซลล์นำไปใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง?
- คาร์บอนเครดิตที่ผ่านการรับรองจากโครงการ T-VER สามารถนำไปใช้เพื่อแสดงความรับผิดชอบขององค์กรในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้สำหรับรายงานความยั่งยืน (ESG) หรือนำไปขายให้กับบริษัทอื่นๆ ที่ต้องการคาร์บอนเครดิตมาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง ซึ่งถือเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งของธุรกิจในอนาคต
บ้านปู คือ ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ดำเนินธุรกิจหลัก 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ U.S. Closed-Loop Gas (ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ) Next-Gen Mining (เหมืองยุคใหม่) Power+ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) Future Tech (เทคโนโลยีแห่งอนาคต) ในประเทศไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยมุ่งขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลก ผ่านการสร้างสรรค์โซลูชันพลังงานที่มั่นคงและรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่อนาคตที่ดียิ่งกว่าเดิม
ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับพลังงานและความยั่งยืนได้ที่นี่ และทางเพจเฟซบุ๊ก Banpu
ข้อมูลอ้างอิง

