การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทางเทคโนโลยีและทรัพยากรธรรมชาติทำให้ พลังงาน กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ตัดสินทิศทางเศรษฐกิจระดับสากล หนึ่งในทรัพยากรที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าวคือ ก๊าซจากชั้นหินดินดาน หรือ Shale Gas ซึ่งเข้ามามีส่วนอย่างมากในการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรและช่วยรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมถึงเชื้อเพลิงภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
ก๊าซจากชั้นหินดินดาน (Shale Gas) คืออะไร
Shale Gas คือก๊าซธรรมชาติที่กักเก็บอยู่ในชั้นหินดินดานใต้พื้นผิวโลก ซึ่งเป็นชั้นหินกักเก็บที่มีความพรุนต่ำและมีเนื้อแน่น ก๊าซประเภทนี้มีองค์ประกอบทางเคมีส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติในแหล่งกักเก็บทั่วไป แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ลักษณะทางธรณีวิทยาที่ทำให้การไหลของก๊าซเป็นไปได้ยากกว่าปกติ
การค้นพบและดึงทรัพยากรชนิดนี้ขึ้นมาใช้ประโยชน์ ได้เปลี่ยนรูปแบบการพึ่งพาพลังงานของหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยเป็นผู้ปรับนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้อย่างแพร่หลาย จนสามารถยกระดับจากการเป็นผู้นำเข้า มาเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก การเพิ่มขึ้นของอุปทานก๊าซธรรมชาตินี้ยังส่งผลให้ราคาก๊าซในตลาดโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมหนักและภาคการผลิตไฟฟ้าให้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บ้านปู ภายใต้กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) ดำเนินการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง Shale Gas สำคัญ 2 แห่งในสหรัฐฯ ได้แก่ แหล่งก๊าซธรรมชาติมาร์เซลลัส ในรัฐเพนซิลเวเนีย และ แหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เนตต์ ในรัฐเท็กซัส ครอบคลุมพอร์ตก๊าซธรรมชาติต้นน้ำที่มีปริมาณสำรองระยะยาว โดยมีปริมาณสำรอง 5.8 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าก๊าซธรรมชาติจากข้อมูลอ้างอิงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 สะท้อนบทบาทของบ้านปูในฐานะผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายสำคัญในสหรัฐอเมริกา
กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง
การนำก๊าซออกจากชั้นหินที่มีความหนาแน่นสูง จำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมด้านวิศวกรรมธรณีวิทยาและเทคโนโลยีการเจาะที่ล้ำสมัย เทคโนโลยีหลักที่ใช้ในการสำรวจและผลิต Shale Gas มี 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
- การเจาะตามแนวระนาบ (Horizontal Drilling): เป็นการเจาะบ่อน้ำมันหรือก๊าซลงไปในแนวดิ่งจนถึงชั้นหินเป้าหมาย จากนั้นจึงเบี่ยงทิศทางหัวเจาะให้ขนานไปกับชั้นหินดินดานในแนวนอน เทคนิคนี้ช่วยให้บ่อเจาะสัมผัสกับเนื้อหินกักเก็บเป็นระยะทางที่ยาวขึ้น ทำให้เพิ่มพื้นที่การดึงก๊าซธรรมชาติออกมาได้อย่างคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการเจาะแนวดิ่งแบบดั้งเดิม
- การไฮดรอลิกแฟรกเจอริง (Hydraulic Fracturing): หรือที่รู้จักกันในชื่อ แฟร็กกิ้ง (Fracking) คือการใช้น้ำ แรงดันสูงผสมกับทรายและสารปรับปรุงคุณสมบัติ ฉีดลงไปใต้ดินเพื่อสร้างรอยแยกขนาดเล็กในชั้นหินดินดาน ทรายที่ผสมลงไปจะทำหน้าที่ค้ำยันไม่ให้รอยแยกนั้นปิดกลับมา ส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติที่เคยถูกกักเก็บอยู่สามารถไหลผ่านรอยแยกเข้ามายังบ่อเจาะและนำขึ้นมาใช้งานได้
ความก้าวหน้าและการพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนการผลิตก๊าซลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มหันมาสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในลักษณะนี้เพื่อสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรภายในประเทศ
บทบาทของ Shale Gas ต่อสมดุลอุปทานพลังงานโลก
การเติบโตของการผลิต Shale Gas ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระเบียบเศรษฐกิจและสมดุลอุปทาน พลังงาน ในระดับสากลอย่างชัดเจน การมีแหล่งทรัพยากรใหม่เพิ่มเข้ามาในระบบช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งเชื้อเพลิงจากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการทรัพยากรของโลก
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของก๊าซธรรมชาติยังส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าหลายแห่งปรับเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก เนื่องจากมีอุปทานที่สม่ำเสมอและราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับประเทศ ขณะเดียวกัน การขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติต่างๆ ยังดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนและกลุ่มธุรกิจที่พัฒนาเทคโนโลยีความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) เข้ามาเสริมการจัดการระบบก๊าซให้มีความปลอดภัยและทรงประสิทธิภาพสูงสุด

ก๊าซธรรมชาติในฐานะเชื้อเพลิงสะพานสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ
ในการปรับเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างพลังงานยั่งยืน ก๊าซธรรมชาติรวมถึง Shale Gas ถูกยกให้เป็น “เชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน” (Bridge Fuel) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติมีคุณสมบัติในการเผาไหม้ที่สมบูรณ์และสะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดอื่น ส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติตอบโจทย์เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้นและระยะกลางได้ดี
การนำ Shale Gas มาใช้เสริมภาคการผลิตไฟฟ้าร่วมกับ พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ช่วยแก้ปัญหาความไม่สม่ำเสมอของการผลิตไฟฟ้าจากธรรมชาติได้ เนื่องจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติสามารถเดินเครื่องและปรับกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเสริมระบบไฟฟ้าในยามที่แสงแดดหรือลมไม่เพียงพอ
ดังนั้น ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นทรัพยากรที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่มี พลังงานสะอาด ได้แก่ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำ เป็นแกนหลัก โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความต่อเนื่องของภาคอุตสาหกรรม
คำถามที่พบบ่อย
Shale Gas แตกต่างจากก๊าซธรรมชาติทั่วไปอย่างไร?
- Shale Gas มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนก๊าซธรรมชาติทั่วไป แต่ต่างกันที่แหล่งกักเก็บ โดย Shale Gas แทรกตัวอยู่ในชั้นหินดินดานที่มีความแน่นสูง จึงต้องใช้เทคโนโลยีเจาะแนวนอนและการสร้างรอยแยกขนาดเล็กในชั้นหินเพื่อนำก๊าซออกมา
ทำไม Shale Gas จึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน?
- Shale Gas เป็นแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลเสริมนอกเหนือจากก๊าซธรรมชาติจากแหล่งดั้งเดิม (Conventional) ที่ช่วยเพิ่มปริมาณอุปทานในตลาดพลังงานโลก ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการขุดเจาะและการผลิตในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังสามารถลดปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศเพิ่มเติมได้ด้วยกระบวนการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ทำให้สามารถใช้งานร่วมกับพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ประเทศใดบ้างที่มีปริมาณ Shale Gas สำรองในระดับสูง?
- ในแง่ปริมาณสำรอง จีนและอาร์เจนตินาติดอันดับต้นๆ ของโลก ขณะที่ในแง่การผลิตจริง สหรัฐอเมริกาครองอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน ตามมาด้วยแคนาดา สะท้อนว่าการมีปริมาณสำรองสูงไม่ได้แปลว่าจะผลิตได้มากเสมอไป ขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละประเทศด้วย
ก๊าซจากชั้นหินดินดาน หรือ Shale Gas คือหนึ่งในทรัพยากรที่มีบทบาทสูงต่อการกำหนดทิศทาง พลังงาน ในระดับสากล นวัตกรรมทางเทคโนโลยีการเจาะและการผลิตช่วยให้มนุษย์นำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
บ้านปู คือ ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ดำเนินธุรกิจหลัก 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ U.S. Closed-Loop Gas (ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ) Next-Gen Mining (เหมืองยุคใหม่) Power+ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) Future Tech (เทคโนโลยีแห่งอนาคต) ในประเทศไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยมุ่งขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลก ผ่านการสร้างสรรค์โซลูชันพลังงานที่มั่นคงและรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่อนาคตที่ดียิ่งกว่าเดิม
ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับพลังงานและความยั่งยืนได้ที่นี่ และทางเพจเฟซบุ๊ก Banpu
ข้อมูลอ้างอิง
- U.S. Energy Information Administration (EIA) – Shale gas explained https://www.eia.gov/energyexplained/natural-gas/shale-gas.php
- International Energy Agency (IEA) – The Golden Rules for a Golden Age of Gas https://www.iea.org/reports/the-golden-rules-for-a-golden-age-of-gas
- International Gas Union (IGU) – Global Gas Report https://www.igu.org/resources/global-gas-report/

